Data Visualization คือ อะไร มีกี่แบบ

หากคุณต้องการออกแบบกราฟิกดีไซน์ เชื่อถือว่าคุณต้องได้ยินคำว่า Data Visualization และหากคุณยังไม่รู้จักไม่ต้องกังวลเราจะพาไปดูว่าจริง ๆ แล้ว คือ อะไร และมีกี่แบบ

Data Visualization คือ อะไร 

Data Visualization คือ ข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างมากในการกราฟิก เนื่องจากเป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์หรือประมวลผลที่อยู่ในรูปแบบของแผนที่ แผนภาพ ตาราง วิดีโอ หรือ Infographic โดยจุดประสงค์ของการทำ Data Visualization คือ เพื่อสื่อสารหรือ ชี้จุดสำคัญของเนื้อหาหรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอเพื่อให้ผู้รับสารสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย หรือเข้าใจได้ทันทีที่เห็น นอกจากนั้น ยังมีประโยชน์หลายประการ เช่น 

  • ช่วยให้มองเห็นข้อเปรียบเทียบหรือแนวโน้มหรือเทรนของข้อมูลอย่างชัดเจน
  • ช่วยประหยัดเวลาในการตีความข้อมูลและตัดสินใจ
  • ช่วยให้เข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หรือจัดระเบียบใหม่ 
  • ช่วยสามารถมองเห็นจุดที่น่าสนใจของข้อมูลได้ทันที 
  • ช่วยให้ข้อมูลมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของ Data Visualization ส่วนใหญ่มีสีสันและรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ 

Data Visualization มีกี่แบบ

หลัก ๆ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 แบบ ได้แก่

1. กราฟ 

มีส่วนช่วยในการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ตัวแปรผ่านแกน X และแกน Y

2. แผนภูมิ 

มีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบทั้งวงกลม แผนภูมิแท่ง เหมาะสำหรับการนำมาใช้เปรียบเทียบคุณสมบัติหลาย ๆ ข้อของตัวแปรต่าง ๆ  

3. แผนที่

มีส่วนช่วยในการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยการใช้สัญลักษณ์หรือข้อมูลโดยย่อ 

4. ตาราง

เหมาะสำหรับการใช้นำเสนอข้อมูลที่มีความสัมพันธ์ของข้อมูลหลาย ๆ ชุด ลักษณะการแสดงผลจะแบ่งออกเป็นคอลัมน์และแถว

5. Infographic 

เป็นรูปแบบที่เน้นใช้ภาพในการสื่อความหมาย ข้อดี คือ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลได้อย่างง่ายดาย 

6. แดชบอร์ด 

เป็นการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของบทสรุปและเรียบเรียง โดยใช้แผนภูมิและกราฟแบบต่าง ๆ ในการแสดงผล

นอกจากนั้น ยังสามารถพบเห็นการทำ Data Visualization รูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่จัดอยู่ใน 6 รูปแบบข้างต้นด้วย เช่น Network, Highlight Table, Matrix Etc. 

แนะนำเครื่องมือสำหรับทำ Data Visualization

หากสนใจเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของกราฟหรือแผนภูมิมีเครื่องมือแนะนำ ดังนี้

  • Endless Loop ข้อดี
    • สามารถเชื่อมข้อมูลจากช่องทางต่าง ๆ ได้ 
    • สามารถย้อนดูผลลัพธ์ของแคมเปญที่ทำไปแล้วได้ 
    • มีเครื่องมือต่าง ๆ ออกแบบมาให้แบบไร้รอยต่อ 
  • Google Data Studio ข้อดี เช่น
    • เหมาะสำหรับมือใหม่
    • แค่มีบัญชีอีเมลก็สามารถใช้ได้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจาก Google ได้โดยตรง 
    • สามารถเชื่อมต่อกับบริการคลังข้อมูลระดับองค์กรของ Google Big Query ได้ 
    • สามารถใช้งานฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
  • Power Bi ข้อดี
    • แม้ไม่มีความรู้เชิงเทคนิคก็สามารถใช้งานได้ 
    • สามารถนำเข้าข้อมูลได้จากหลายแหล่ง 
    • สามารถตั้งค่าการอัปเดตข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ 
    • สามารถใช้การวิเคราะห์เชิงลึกด้วย Data Model ต่าง ๆ ได้

สรุปได้ว่าการทำ Data Visualization ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับงานออกแบบกราฟิก เพราะช่วยให้ผู้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ทันทีว่ากราฟหรือแผนภูมิเหล่านั้นต้องการสื่อข้อมูลอะไรนั่นเอง

Related Post

การเขียนโค้ด

ความงามที่ซ่อนอยู่ในโค้ด: เมื่อ Web Developer กลายเป็นศิลปินความงามที่ซ่อนอยู่ในโค้ด: เมื่อ Web Developer กลายเป็นศิลปิน

โค้ดเป็นผืนผ้าใบของศิลปิน การเขียนโค้ดไม่ได้เป็นเพียงการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง แต่มันคือการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ระหว่างนักพัฒนากับผู้ใช้ปลายทางและเบราว์เซอร์ต่าง ๆ.นักพัฒนาเว็บที่ดีมองโค้ดเหมือนผืนผ้าใบที่มีทั้งรูปทรง สีสัน และจังหวะการเล่าเรื่องที่ต้องประสานกันอย่างลงตัว.ความงามในโค้ดปรากฏทั้งในความเรียบง่ายของโครงสร้าง ความชัดเจนของชื่อที่ตั้ง และการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ทำให้ระบบคงทน.เมื่อนักพัฒนาเข้าใจหลักการออกแบบและประสบการณ์ผู้ใช้ โค้ดที่พวกเขาสร้างจะไม่เพียงทำงานได้ แต่ยังสื่อสารความตั้งใจและความใส่ใจในรายละเอียด.บทความนี้จะชวนมองความสวยงามในมุมมองของนักพัฒนาเว็บที่ผสานศิลปะและเทคนิคเข้าด้วยกันอย่างลงตัว. กระบวนการสร้างสรรค์ของนักพัฒนาเว็บ กระบวนการออกแบบและพัฒนาเริ่มจากการตั้งคำถามและการวางแนวคิด เหมือนศิลปินที่ร่างภาพก่อนลงสี.นักพัฒนาต้องตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างข้อมูล การจัดลำดับคอมโพเนนต์ และการแบ่งหน้าที่ของแต่ละโมดูลเพื่อให้ระบบอ่านง่ายและดูแลรักษาได้.การ refactor หรือการปรับปรุงโค้ดเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้ผลงานสวยงามยิ่งขึ้น สำหรับนักพัฒนามันคือการขัดเกลาผลงานจนเรียบเนียน.ความงามยังมาจากการลดความซับซ้อน การเลือก API ที่ชัดเจน และการจัดวาง logic ให้สะท้อนเจตนารมณ์ของฟีเจอร์.ที่สุดแล้ว การทำงานร่วมกับดีไซเนอร์และนักเนื้อหาทำให้ผลงานครบเครื่องทั้งความงามและฟังก์ชันการใช้งาน. การวางโครงสร้างและการตั้งชื่อที่เปี่ยมคุณค่า การตั้งชื่อตัวแปร ฟังก์ชัน และคอมโพเนนต์ที่สื่อความหมายชัดเจน ช่วยให้โค้ดอ่านเหมือนบทกวีและลดค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารภายในทีม.การใช้รูปแบบโฟลเดอร์ที่เป็นระบบและการแยกหน้าที่ของโมดูลทำให้ทีมอื่นสามารถต่อยอดได้ง่ายขึ้น

การทำ Side Project UX/UI

การทำ Side Project เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน UX/UIการทำ Side Project เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน UX/UI

บทนำ ในยุคดิจิทัลที่การแข่งขันในตลาดแรงงานสูง การมีเพียงวุฒิการศึกษาอาจไม่เพียงพอสำหรับการสมัครงานในสายอาชีพ UX/UI Designer การทำ Side Project จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะและสร้างพอร์ตโฟลิโอที่โดดเด่น ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง บทความนี้จะแนะนำวิธีการทำ Side Project ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่วงการ UX/UI การเลือกโจทย์ที่น่าสนใจ การเริ่มต้นทำ Side Project ควรเลือกโจทย์ที่ตรงกับความสนใจและความถนัด อาจเป็นการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน หรือพัฒนาต่อยอดจากแอปพลิเคชันที่มีอยู่แล้ว การเลือกโจทย์ที่ท้าทายจะช่วยแสดงให้เห็นความสามารถในการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ ควรทำการวิจัยตลาดและกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด เพื่อให้ผลงานมีความสมจริงและสามารถนำไปใช้งานได้จริง นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงขอบเขตของโครงการที่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด การวางแผนและการจัดการโครงการ การวางแผนที่ดีเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ Side

UX Design

5 หลักการพื้นฐานของ UX Design ที่ดีทุกคนควรรู้5 หลักการพื้นฐานของ UX Design ที่ดีทุกคนควรรู้

การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX Design) ที่ดีไม่ได้เกิดจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางโครงสร้างและการตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับคนที่ใช้จริง ๆ บทความนี้รวบรวมห้าหลักการพื้นฐานที่นักออกแบบทุกคนควรเข้าใจและนำไปใช้ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ทั้งเว็บไซต์ แอป และบริการดิจิทัลอื่น ๆ หลักที่ 1: เข้าใจผู้ใช้และบริบทการใช้งาน การเริ่มต้นทุกครั้งต้องมาจากการรู้จักผู้ใช้ก่อนว่าพวกเขาเป็นใคร มีเป้าหมายอะไร และใช้ผลิตภัณฑ์ในสถานการณ์ไหนบ้างการทำ user research, การสัมภาษณ์ และการสังเกตพฤติกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปิดมุมมองเชิงลึกและลดสมมติฐานที่อาจผิดพลาดเมื่อเข้าใจบริบทแล้ว การออกแบบจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการจริง เช่น ความเร็วในการทำงาน ความสะดวก และระดับความเสี่ยงที่ผู้ใช้ยอมรับได้การวาง personas และ user journeys